วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ธรณี นี่นี้...เป็นพยาน



ศรีปราชญ์เกิดมาในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือได้ว่า"เป็นยุคทองของวรรณคดี" เพราะช่วงนั้น บ้านเมืองมีความสงบ ไม่ต้องออกศึกสู้รบกับใคร ศรีปราชญ์ก็จะเก่งด้านการแต่งกลอน กาพย์ โคลงจึงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างยิ่ง
                ครั้งหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่งศรีปราชญ์ให้มารับราชการอยู่กับเจ้าพระยานครศรีธรรมราชน ซึ่งเจ้าพระยานครฯ ก็โปรดปรานศรีปราชญ์ไม่น้อย ด้วยเป็นคนฉลาด มีความรู้ความสามารถหลายอย่าง เป็นที่ปรึกษาราชการต่าง ๆได้อย่างดีแต่เมื่อเวลาล่วงมาวันหนึ่ง ภรรยาน้อยของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเกิดชอบในบทกลอนที่ศรีปราชญ์แต่งขึ้น และหลงรักศรีปราชญ์และทรงลอบส่งสาสน์ไปให้ศรีปราชญ์ แต่เมื่อศรีปราชญ์อ่านสาสน์ก็คิดจะตอบกลับไปว่ารักของเราคงเป็นไปไม่ได้ แต่เกิดโชคร้ายเมื่อขุนนางราชสำนักมาเห็นสาสน์นี้เข้า จึงเกิดเข้าใจผิดและนำความไปกราบทูลแก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่า ภรรยาน้อยของท่านลักลอบคบชู้กับเจ้าศรีปราชญ์ เมื่อทราบความดังนั้นเจ้าเมืองก็ทรงกริ้วมากจึงนำคู่กรณีทั้งสองมาพบกัน แต่ภรรยาน้อยได้ใช้มารยาหญิงใส่ร้ายป้ายสีว่าศรีปราชญ์เป็นคนเริ่มก่อน เจ้าเมืองก็หลงเชื่อและสั่งประหารศรีปราชญ์ในลานประหารที่เป็นเนินดินปนทราย ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบ   ศรีปราชญ์ได้ใช้หัวแม่เท้าเขียนบทโคลงสี่สุภาพลงบนพื้น ใจความว่า         ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน    เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง   เราผิดท่านประหาร เราชอบ    เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

หลังจากศรีปราชญ์ตาย วันหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์ทรงแต่งโคลงกลอนติดขัด หาคนแต่งต่อให้ถูกพระทัยไม่ได้ ก็ทรงระลึกถึงศรีปราชญ์ ก็ตรัสให้เรียกตัวกลับ เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวว่า ตอนนี้ศรีปราชญ์ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยต้องโทษประหารจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า"อ้ายพระยานครศรีฯ มันถือดีอย่างไร? ที่บังอาจสั่งประ หารคนในปกครองของกูโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดของอ้ายศรีฯ นั้นขนาดมันล่วงเกินกูในทำนองเดียวกัน กูยังไว้ชีวิตมันเลย ไม่ได้การไอ้คนพรรค์นี้เอาไว้ไม่ได้ "ว่าแล้วก็ตรัสให้นำเจ้าพระยานครศรีฯไปประหารชีวิต ด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ประหารศรีปราชญ์"

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

สอนใจตนเอง

บางครั้ง คนเราอาจจะต้องลองพยายามจะเข้าใจอะไร ๆ บ้าง แม้ว่าจะลองหลายครั้งแล้วก็ตาม เรื่องบางเรื่อง คนบางคน เปลี่ยนไม่ได้ สิ่งที่เราอาจพอจะทำได้คือ ลองเข้าใจบางเรื่อง บางคนดู ซึ่งแม้ว่า ผลลัพธ์จะไม่ได้ปรากฏผลดังที่เราพอใจเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ได้แท้ ๆ แน่นอน คือการได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้น สูงจนพ้นระดับของคำว่า "อคติ"  ...หนทางอาจยังต้องสอนใจตนเอง...อีกยาวไกล แต่ยังดีกว่าอยู่เฉยโดยไม่พยายามจะปรับใจตนเอง..บ้างเลย BY MSD 

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ไร้ชื่อ...ไร้สำนัก....

                    กาลครั้งหนึ่ง(ซึ่งไม่รู้ว่ากาลครั้งไหนและนานแค่ไหนมาแล้ว) ณ เมืองอันไกลโพ้นมีพระราชาและพระราชินีปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุข(บางทีก็มีบ้างที่ไม่สุข)  ที่วังของพระราชาและพระราชินีมีข้าทาสบริวารคอยรับใช้มากมาย แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะได้ต้องพิถีพิถันมากกว่าส่วนงานไหน ๆ นั่นคือ ส่วนงานการปรุงเครื่องเสวย โดยผู้ที่จะผ่านเข้ามาทำงานในส่วนงานนี้ได้ต้องผ่านกระบวนการคัดตัวอย่างเข้มงวด ทุกคนที่เข้ามาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยล้วนแต่เป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยมยอดด้านการทำเครื่องเสวยทั้งสิ้น
                กระทั่งในมื้อค่ำมือหนึ่ง  พระราชินีทรงโปรดเครื่องเสวยในมื้อนั้นมาก จึงทรงตรัสถามถึงผู้ที่เป็นคนปรุงเครื่องเสวยและทรงโปรดประทานรางวัลให้เป็นการตอบแทน  โดยผ่านหัวหน้านางกำนัลนำรางวัลประทานไปให้แก่ผู้ปรุงเครื่องเสวยในมื้อนั้น
                เหตการณ์ผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่ง มีพระราชสาส์นจากเมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองหนึ่ง ด้วยพระราชินีจากเมืองดังกล่าวจะทรงเสด็จมาที่เมืองแห่งนี้ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี
                ด้วยพระราชินีมีความตั้งพระทัยเป็นอย่างมากในการต้อนรับแขกที่จะมาเยือนในครั้งนี้ จึงได้ตรัสให้หัวหน้านางกำนัลไปเรียกผู้ปรุงเครื่องเสวยที่พระองค์ทรงโปรดในครั้งก่อนมาเข้าเฝ้า เพื่อให้เตรียมปรุงเครื่องเสวยพระอาคันตุกะที่จะมาเยือนในครั้งนี้
                เมื่อนางกำนัลที่เป็นผู้ปรุงเครื่องเสวยถวายเมื่อครั้งก่อน ได้เข้าเฝ้าพระราชินี พระราชินีจึงได้ตรัสถามนางกำนัลว่า
เจ้าปรุงเครื่องเสวยได้ถูกใจข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้
นางกำนัลจึงตอบว่า หม่อมฉัน ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้ เพคะ ”  พระราชินีได้ฟังดังนั้น ก็ตรัสถามต่อว่า ถ้างั้นเจ้าก็คงเป็นศิษย์ใครสักคนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงแห่งนี้ เป็นแน่แท้
นางกำนัลรีบทูลตอบว่า ปล่าวเพคะ ! หม่อมฉัน หาได้เป็นศิษย์ใครที่มีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ไม่ เพคะ
พระราชินีจึงตรัสถามต่อว่า งั้นเจ้าจงอธิบายมา เจ้าเข้ามาทำงานในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยของข้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าได้กำชับหนักหนาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยของพระราชาและพระราชินี โดยจะต้องเป็นผู้ที่จบจากสำนักปรุงเครื่องเสวยอันโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไม่ก็ต้องเป็นศิษย์ที่มีครูที่มีชื่อเสียงด้านการปรุงเครื่องเสวยเท่านั้น หาไม่แล้วก็มิอาจปรุงเครื่องเสวยให้พระราชาและพระราชินีเสวยได้
นางกำนัลเกรงพระอาญา จึงรีบทูลว่า ทรงโปรดด้วยเพคะ หม่อมฉันเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ตั้งแต่เล็ก หม่อมฉันได้หัดปรุงอาหารกับมารดาของหม่อมฉันและด้วยหม่อมฉันรักการทำอาหาร จึงได้เรียนรู้ด้วยตนเองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หาใช่ได้ศึกษาเล่าเรียนกับผู้ใดหรือสำนักปรุงอาหารใดมา เพคะ เพราะเหตด้วยหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนที่ยากจนคนหนึ่ง แต่หม่อมฉันมีใจรักในการปรุงอาหารและสำคัญที่สุดด้วยหม่อมฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระราชาและพระราชินี หม่อมฉันอยากจะรับใช้พระองค์จนชีวิตหาไม่  จึงได้เข้าไปคัดเลือกตัวเพื่อขอรับใช้พระองค์ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยในวัง เพคะ
พระราชินีได้ฟังเช่นนั้นก็ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งว่า บังอาจมาก พิธีการคัดตัวมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวย ไม่ถูกต้องตามที่เราเคยสั่งการไป  บังอาจนัก บังอาจให้สามัญชนชั้นต่ำและไม่ได้เล่าเรียนในสำนักที่มีชื่อเสียงอันเลื่องลือมาปรุงเครื่องเสวยให้ข้า
หลังจากนั้น พระนางจึงรับสั่งให้ขับไล่สามัญผู้ต่ำต้อยและไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ออกจากพระราชวัง นับจากวันนั้นเป็นต้นไป……และนับจากนั้นพระนางก็ทรงเสวยกระยาหาร ด้วยฝีมือของศิษย์มีสำนักอันเลื่องชื่อลือนาม แต่พระนางทรงผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีความอร่อยเลยแม้แต่นิดเดียว
           ส่วนนางกำนัลสามัญชนต่ำต้อย เมื่อถูกขับไล่ออกไปจากวัง นางผู้นั้นได้ไปอยู่เมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองและได้ถวายตัวรับใช้ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยอีกครั้ง โดยที่เมืองแห่งนี้คัดเลือกตัวผู้ปรุงเครื่องเสวยโดยดูจากฝีมือปรุง ความตั้งใจ และความสะอาด โดยมิได้สนใจแม้แต่น้อยว่า เป็นผู้ใด มาจากไหนและจบจากสำนักใด
                                                                     By Manatsada  Jan 7 ,2012