ศรีปราชญ์เกิดมาในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือได้ว่า"เป็นยุคทองของวรรณคดี" เพราะช่วงนั้น บ้านเมืองมีความสงบ ไม่ต้องออกศึกสู้รบกับใคร ศรีปราชญ์ก็จะเก่งด้านการแต่งกลอน กาพย์ โคลงจึงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่งศรีปราชญ์ให้มารับราชการอยู่กับเจ้าพระยานครศรีธรรมราชน ซึ่งเจ้าพระยานครฯ ก็โปรดปรานศรีปราชญ์ไม่น้อย ด้วยเป็นคนฉลาด มีความรู้ความสามารถหลายอย่าง เป็นที่ปรึกษาราชการต่าง ๆได้อย่างดีแต่เมื่อเวลาล่วงมาวันหนึ่ง ภรรยาน้อยของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเกิดชอบในบทกลอนที่ศรีปราชญ์แต่งขึ้น และหลงรักศรีปราชญ์และทรงลอบส่งสาสน์ไปให้ศรีปราชญ์ แต่เมื่อศรีปราชญ์อ่านสาสน์ก็คิดจะตอบกลับไปว่ารักของเราคงเป็นไปไม่ได้ แต่เกิดโชคร้ายเมื่อขุนนางราชสำนักมาเห็นสาสน์นี้เข้า จึงเกิดเข้าใจผิดและนำความไปกราบทูลแก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่า ภรรยาน้อยของท่านลักลอบคบชู้กับเจ้าศรีปราชญ์ เมื่อทราบความดังนั้นเจ้าเมืองก็ทรงกริ้วมากจึงนำคู่กรณีทั้งสองมาพบกัน แต่ภรรยาน้อยได้ใช้มารยาหญิงใส่ร้ายป้ายสีว่าศรีปราชญ์เป็นคนเริ่มก่อน เจ้าเมืองก็หลงเชื่อและสั่งประหารศรีปราชญ์ในลานประหารที่เป็นเนินดินปนทราย ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบ ศรีปราชญ์ได้ใช้หัวแม่เท้าเขียนบทโคลงสี่สุภาพลงบนพื้น ใจความว่า ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง
หลังจากศรีปราชญ์ตาย วันหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์ทรงแต่งโคลงกลอนติดขัด หาคนแต่งต่อให้ถูกพระทัยไม่ได้ ก็ทรงระลึกถึงศรีปราชญ์ ก็ตรัสให้เรียกตัวกลับ เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวว่า ตอนนี้ศรีปราชญ์ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยต้องโทษประหารจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า"อ้ายพระยานครศรีฯ มันถือดีอย่างไร? ที่บังอาจสั่งประ หารคนในปกครองของกูโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดของอ้ายศรีฯ นั้นขนาดมันล่วงเกินกูในทำนองเดียวกัน กูยังไว้ชีวิตมันเลย ไม่ได้การไอ้คนพรรค์นี้เอาไว้ไม่ได้ "ว่าแล้วก็ตรัสให้นำเจ้าพระยานครศรีฯไปประหารชีวิต ด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ประหารศรีปราชญ์"
