วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

TEAM

"TEAM"  ก่อนอื่่น ต้องขออ้างอิงประโยคหนึ่งก่อนจะว่ากันในเรื่องดังกล่าว "ข้อความบางส่วน โดย พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฒโฒ กล่าวว่า .....“ อย่างการเล่นบาสเก็ตบอลนั้น ปรัชญาในการเล่นคือ…เราเองจะต้องสังเกตเพื่อนร่วมทีมตลอด....คนที่ถือบอลอยู่...ต้องสังเกตว่าเพื่อนร่วมทีมมีตำแหน่งยืนอยู่ตรงไหน... ฝ่ายคู่ต่อสู้ตั้งการ์ดรับอย่างไร... แล้วเราเอง...จะวิ่งไปช่วยเพื่อนร่วมทีมเราอย่างไร... คือจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ได้ ว่าฉันจะยืนอยู่ตรงนี้...เธอต้องวิ่งมาส่งลูกให้ฉัน...อย่างนี้ไม่มีทางเป็นนักบาสที่ดีได้...มันเป็นธรรมชาติของนักบาสเลยที่ต้องสังเกตเพื่อนร่วมทีมที่เลี้ยงลูกอยู่....แล้วตัวเองก็ต้องวิ่งไปอยู่ในจุดที่เขาสามารถส่งลูกให้ได้...
สังเกตทีมตัวเองและคู่แข่ง แล้วต้องปรับตัวเองตามสถานการณ์ตลอดเวลา...คือเป็นการฝึกไม่ให้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ต้องดูสถานการณ์รวม ดูเพื่อนร่วมทีม ดูคู่ต่อสู้ทั้งหมด และเราเองต้องประสานให้เป็นหนึ่ง...นี่คือปรัชญาของบาสเก็ตบอล คนที่เล่นกีฬาประเภทนี้ได้จะต้องเป็นคนที่ทำงานเป็นทีม...ได้ดี.....จบ

                   อ่านแล้วได้คิดอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.2553 วันแรกที่ได้มามีโอกาสฝากตัวเป็นคนมุกดาหาร กับการทำงานที่ วิทยาเขตมุกดาหาร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี...กับคำนี้ "TEAM" มันช่างเป็นคำทีสั้น ๆ มาก ๆ แต่กลับแทนและอธิบายความกับระยะเวลาที่ได้มาอยู่ที่มุกดาหาร ได้ดีที่สุด.....ในความคิดของฉันนั้น ฉันคิดว่า ในการเล่นกีฬาหรือการทำงานใด ๆ ก็ตาม มันอาจจะไม่สำคัญเลยก็ได้ ว่า "คุณ" คือใคร จบอะไรและทำอะไรมา ....แต่มันอาจจะสำคัญตรงที่ว่า " คุณ" ตอนนี้ คือใคร จะทำอะไรให้กับวิทยาเขต ได้บ้าง....กลับมาเรื่องกีฬา ดังกล่าว สำหรับการเล่นบาส  ก็เหมือนกัน เพราะบางทีมันก็อาจไม่สำคัญหรอก...ว่าคุณจะเป็นนักบาสฯมือทอง ที่เลี้ยงและชู๊ต ได้ดีระดับประเทศ จากที่ไหน... มาก่อน ? ... แต่มันจะสำคัญอยู่ที่ว่า “กระบวนการเล่นของคุณมันสอดคล้อง...กับเพื่อนร่วมทีม(เดิม) มากน้อย...แค่ไหน...ซึ่งบางทีการจะทำให้ อะไรหรือใคร เข้าใจมันก็เป็นเรื่องยาก...เพราะคนเราผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน...ถ้าไม่พบทางออก ด้วยเหตอัตตา...ว่า ฉัน เก่ง เหนือใคร ฉันเก่งกว่าใคร ฉันเก่งคนเดียว ฉันทำคนเดียว...ได้ ...มันก็จบ...ทั้ง TEAM  ดังนั้น ถ้าหากต้องทนอยู่ แบบนี้ต่อไป ก็อาจจะมีอยู่ 3 ทางเลือก (ทางเลือก 1.) โค้ชต้องเป่านกหวีด เลือกผู้เล่นที่มีปัญหาออก เพื่อไม่ให้ 4 คนที่เหลือเกิดอาการรวน (ส่วนเป่าออกแล้วจะให้ไปทำอะไร ก็อาจจะให้นั่งโชว์ เป็นตัวโชว์อยู่อย่างนั้นไป... (ทางเลือกที่ 2) ให้ผู้เล่นที่เหลืออยู่ 4 คน ....ทำการยอมรับซะและปรับตัวเองให้เข้ากับผู้เล่น1 คน ที่มีปัญหา (ทางเลือกที่ 3) ปล่อยให้เวลาการแข่งขันหมดลงและพ่ายแพ้ไปในที่สุด ด้วยการวิ่งถือลูกอยู่คนเดียว ของคน ๆ เดียว ไม่ลืมตามองเพื่อนในทีมที่เหลือ 4 คน กรณีใน 4 คน ที่เหลือ มีคนเกิดทนไม่ได้ ขอยกมือออกจากสนาม....เราก็แค่ยอมให้คน ๆ นั้นเดินออกไปจากสนามแข่ง...ก็เท่านั้นเอง และหาผู้เล่นคนใหม่ ...เข้าทีม...จบ...เพราะบางที หลักการไปกันไม่ได้ มันก็ไม่เป็นไร แต่ประเภทหลักการไปไม่ได้ แล้วกระทำการ..ขวางลำ...คนทำงาน...มันก็...จบ ทั้ง TEAM


วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ให้โอกาส...กับสิ่งที่เรา.."ไม่รู้"

      ชื่อบทความดังกล่าว คือ ชื่อหนังสือเล่มโปรดเล่มหนึ่งของฉัน "ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้" ซึ่งเป็นผลงานลำดับที่ 17 ของ เจ้าของปลายปากกา "หนุ่มเมืองจันท์" ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานในชุด ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ หนังสือที่ขายดีลำดับต้น ๆ ด้วยอาจจะเป็นเพราะรูปแบบการเขียนของหนุ่มเมืองจันท์ที่เล่าและลำดับเรื่องราวเกี่ยวกับเคล็ดลับการประกอบธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ โดยการใช้ภาษาและถ้อยคำที่อ่านง่ายๆ ตลกและมีมุมมองความขบขันที่ไม่เหมือนใคร
      ท้าวความถึงหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ฉันรู้จักหนุ่มเมืองจันท์ ก็คือ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" จะเห็นได้ว่า หนังสือเล่มแรกจะถูกใช้เป็นชื่อชุดหนังสือในเล่มถัดมา (เช่น ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ16 ชื่อเรื่อง คือ "ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้" ที่ฉันจะกล่าวถึงถัดไป) หนังสือเล่มแรกดังกล่าว เป็นหนังสือที่รวมคอลัมน์ยอดฮิตใน "มติชนสุดสัปดาห์" ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2540 จนถึงปี 2553 พิมพ์ไปถึง 13 ครั้ง และก็เป็นหนังสือที่เมื่อฉันอ่านแล้ว ก็หลงรักในผู้เขียนขึ้นมาจนต้องอุดหนุนเล่มอื่น ๆ ถัดไป
       บางส่วนจากหนังสือที่ฉันจะกล่าวถึงจริง ๆ ในวันนี้ นำมาจากปกหลัง ที่ว่า....." ในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา "ไม่รู้" แต่เราชอบคิดว่าเรา "รู้" และความผิดพลาดในชีวิตของเราคือ การตัดสินใจหรือตัดสินคนด้วยความคิดว่าเรา "รู้" ทั้งๆ ที่เรา "ไม่รู้"  
       ฉันอ่านแล้วรู้สึกว่า..ใช่เลย บางครั้งฉันก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้นมาแล้ว ด้วยเพราะความคิดมั่นอกมั่นใจว่า "รู้" จึงตัดสินใจไปผิดๆ ด้วยความ "ไม่รู้"  และบางครั้งมันก็เป็นเรื่องราวของคนรอบๆ ตัวฉันเอง ดังนั้น ในการใช้ชีวิตและการทำงาน ฉันจะพยายามบอกตัวเองเสมอว่า " บางอย่างเรายังไม่รู้ดีพอ..." และก็มักจะตะโกนบอกตัวเองอยู่เสมอว่า " ฟังคนอื่นบ้างสิโว้ย !.... หากความคิดที่ว่า "เรารู้แล้ว" ดันโผล่เข้าในความคิดฉันอีก ...
      และนี่คือบทสรุปจากหนังสือเล่มนี้ที่ฉันได้รับและกลั่นกรองออกมาจากความคิดของตนเอง ...........อย่าลืมฝึกที่จะ "ไม่รู้" เพื่อที่จะ "รู้" บ้าง(ในบางครั้ง) และอย่าลืมฝึกที่จะ "รู้" ในเรื่่องที่ตนควร "รู้" บ้าง...(ในบางครั้ง)
      แล้วคุณล่ะ...ลองหัดที่จะฟัง(ในบางครั้ง) เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมาตะโกนบอกคุณว่า "ฟังคนอื่นบ้างสิโว้ย ! "  บ้าง ? หรือยัง ....BY Manatsada.
      




วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ธรณี นี่นี้...เป็นพยาน



ศรีปราชญ์เกิดมาในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือได้ว่า"เป็นยุคทองของวรรณคดี" เพราะช่วงนั้น บ้านเมืองมีความสงบ ไม่ต้องออกศึกสู้รบกับใคร ศรีปราชญ์ก็จะเก่งด้านการแต่งกลอน กาพย์ โคลงจึงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างยิ่ง
                ครั้งหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่งศรีปราชญ์ให้มารับราชการอยู่กับเจ้าพระยานครศรีธรรมราชน ซึ่งเจ้าพระยานครฯ ก็โปรดปรานศรีปราชญ์ไม่น้อย ด้วยเป็นคนฉลาด มีความรู้ความสามารถหลายอย่าง เป็นที่ปรึกษาราชการต่าง ๆได้อย่างดีแต่เมื่อเวลาล่วงมาวันหนึ่ง ภรรยาน้อยของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเกิดชอบในบทกลอนที่ศรีปราชญ์แต่งขึ้น และหลงรักศรีปราชญ์และทรงลอบส่งสาสน์ไปให้ศรีปราชญ์ แต่เมื่อศรีปราชญ์อ่านสาสน์ก็คิดจะตอบกลับไปว่ารักของเราคงเป็นไปไม่ได้ แต่เกิดโชคร้ายเมื่อขุนนางราชสำนักมาเห็นสาสน์นี้เข้า จึงเกิดเข้าใจผิดและนำความไปกราบทูลแก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่า ภรรยาน้อยของท่านลักลอบคบชู้กับเจ้าศรีปราชญ์ เมื่อทราบความดังนั้นเจ้าเมืองก็ทรงกริ้วมากจึงนำคู่กรณีทั้งสองมาพบกัน แต่ภรรยาน้อยได้ใช้มารยาหญิงใส่ร้ายป้ายสีว่าศรีปราชญ์เป็นคนเริ่มก่อน เจ้าเมืองก็หลงเชื่อและสั่งประหารศรีปราชญ์ในลานประหารที่เป็นเนินดินปนทราย ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบ   ศรีปราชญ์ได้ใช้หัวแม่เท้าเขียนบทโคลงสี่สุภาพลงบนพื้น ใจความว่า         ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน    เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง   เราผิดท่านประหาร เราชอบ    เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

หลังจากศรีปราชญ์ตาย วันหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์ทรงแต่งโคลงกลอนติดขัด หาคนแต่งต่อให้ถูกพระทัยไม่ได้ ก็ทรงระลึกถึงศรีปราชญ์ ก็ตรัสให้เรียกตัวกลับ เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวว่า ตอนนี้ศรีปราชญ์ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยต้องโทษประหารจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า"อ้ายพระยานครศรีฯ มันถือดีอย่างไร? ที่บังอาจสั่งประ หารคนในปกครองของกูโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดของอ้ายศรีฯ นั้นขนาดมันล่วงเกินกูในทำนองเดียวกัน กูยังไว้ชีวิตมันเลย ไม่ได้การไอ้คนพรรค์นี้เอาไว้ไม่ได้ "ว่าแล้วก็ตรัสให้นำเจ้าพระยานครศรีฯไปประหารชีวิต ด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ประหารศรีปราชญ์"

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

สอนใจตนเอง

บางครั้ง คนเราอาจจะต้องลองพยายามจะเข้าใจอะไร ๆ บ้าง แม้ว่าจะลองหลายครั้งแล้วก็ตาม เรื่องบางเรื่อง คนบางคน เปลี่ยนไม่ได้ สิ่งที่เราอาจพอจะทำได้คือ ลองเข้าใจบางเรื่อง บางคนดู ซึ่งแม้ว่า ผลลัพธ์จะไม่ได้ปรากฏผลดังที่เราพอใจเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ได้แท้ ๆ แน่นอน คือการได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้น สูงจนพ้นระดับของคำว่า "อคติ"  ...หนทางอาจยังต้องสอนใจตนเอง...อีกยาวไกล แต่ยังดีกว่าอยู่เฉยโดยไม่พยายามจะปรับใจตนเอง..บ้างเลย BY MSD 

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ไร้ชื่อ...ไร้สำนัก....

                    กาลครั้งหนึ่ง(ซึ่งไม่รู้ว่ากาลครั้งไหนและนานแค่ไหนมาแล้ว) ณ เมืองอันไกลโพ้นมีพระราชาและพระราชินีปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุข(บางทีก็มีบ้างที่ไม่สุข)  ที่วังของพระราชาและพระราชินีมีข้าทาสบริวารคอยรับใช้มากมาย แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะได้ต้องพิถีพิถันมากกว่าส่วนงานไหน ๆ นั่นคือ ส่วนงานการปรุงเครื่องเสวย โดยผู้ที่จะผ่านเข้ามาทำงานในส่วนงานนี้ได้ต้องผ่านกระบวนการคัดตัวอย่างเข้มงวด ทุกคนที่เข้ามาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยล้วนแต่เป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยมยอดด้านการทำเครื่องเสวยทั้งสิ้น
                กระทั่งในมื้อค่ำมือหนึ่ง  พระราชินีทรงโปรดเครื่องเสวยในมื้อนั้นมาก จึงทรงตรัสถามถึงผู้ที่เป็นคนปรุงเครื่องเสวยและทรงโปรดประทานรางวัลให้เป็นการตอบแทน  โดยผ่านหัวหน้านางกำนัลนำรางวัลประทานไปให้แก่ผู้ปรุงเครื่องเสวยในมื้อนั้น
                เหตการณ์ผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่ง มีพระราชสาส์นจากเมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองหนึ่ง ด้วยพระราชินีจากเมืองดังกล่าวจะทรงเสด็จมาที่เมืองแห่งนี้ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี
                ด้วยพระราชินีมีความตั้งพระทัยเป็นอย่างมากในการต้อนรับแขกที่จะมาเยือนในครั้งนี้ จึงได้ตรัสให้หัวหน้านางกำนัลไปเรียกผู้ปรุงเครื่องเสวยที่พระองค์ทรงโปรดในครั้งก่อนมาเข้าเฝ้า เพื่อให้เตรียมปรุงเครื่องเสวยพระอาคันตุกะที่จะมาเยือนในครั้งนี้
                เมื่อนางกำนัลที่เป็นผู้ปรุงเครื่องเสวยถวายเมื่อครั้งก่อน ได้เข้าเฝ้าพระราชินี พระราชินีจึงได้ตรัสถามนางกำนัลว่า
เจ้าปรุงเครื่องเสวยได้ถูกใจข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้
นางกำนัลจึงตอบว่า หม่อมฉัน ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้ เพคะ ”  พระราชินีได้ฟังดังนั้น ก็ตรัสถามต่อว่า ถ้างั้นเจ้าก็คงเป็นศิษย์ใครสักคนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงแห่งนี้ เป็นแน่แท้
นางกำนัลรีบทูลตอบว่า ปล่าวเพคะ ! หม่อมฉัน หาได้เป็นศิษย์ใครที่มีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ไม่ เพคะ
พระราชินีจึงตรัสถามต่อว่า งั้นเจ้าจงอธิบายมา เจ้าเข้ามาทำงานในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยของข้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าได้กำชับหนักหนาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยของพระราชาและพระราชินี โดยจะต้องเป็นผู้ที่จบจากสำนักปรุงเครื่องเสวยอันโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไม่ก็ต้องเป็นศิษย์ที่มีครูที่มีชื่อเสียงด้านการปรุงเครื่องเสวยเท่านั้น หาไม่แล้วก็มิอาจปรุงเครื่องเสวยให้พระราชาและพระราชินีเสวยได้
นางกำนัลเกรงพระอาญา จึงรีบทูลว่า ทรงโปรดด้วยเพคะ หม่อมฉันเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ตั้งแต่เล็ก หม่อมฉันได้หัดปรุงอาหารกับมารดาของหม่อมฉันและด้วยหม่อมฉันรักการทำอาหาร จึงได้เรียนรู้ด้วยตนเองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หาใช่ได้ศึกษาเล่าเรียนกับผู้ใดหรือสำนักปรุงอาหารใดมา เพคะ เพราะเหตด้วยหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนที่ยากจนคนหนึ่ง แต่หม่อมฉันมีใจรักในการปรุงอาหารและสำคัญที่สุดด้วยหม่อมฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระราชาและพระราชินี หม่อมฉันอยากจะรับใช้พระองค์จนชีวิตหาไม่  จึงได้เข้าไปคัดเลือกตัวเพื่อขอรับใช้พระองค์ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยในวัง เพคะ
พระราชินีได้ฟังเช่นนั้นก็ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งว่า บังอาจมาก พิธีการคัดตัวมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวย ไม่ถูกต้องตามที่เราเคยสั่งการไป  บังอาจนัก บังอาจให้สามัญชนชั้นต่ำและไม่ได้เล่าเรียนในสำนักที่มีชื่อเสียงอันเลื่องลือมาปรุงเครื่องเสวยให้ข้า
หลังจากนั้น พระนางจึงรับสั่งให้ขับไล่สามัญผู้ต่ำต้อยและไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ออกจากพระราชวัง นับจากวันนั้นเป็นต้นไป……และนับจากนั้นพระนางก็ทรงเสวยกระยาหาร ด้วยฝีมือของศิษย์มีสำนักอันเลื่องชื่อลือนาม แต่พระนางทรงผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีความอร่อยเลยแม้แต่นิดเดียว
           ส่วนนางกำนัลสามัญชนต่ำต้อย เมื่อถูกขับไล่ออกไปจากวัง นางผู้นั้นได้ไปอยู่เมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองและได้ถวายตัวรับใช้ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยอีกครั้ง โดยที่เมืองแห่งนี้คัดเลือกตัวผู้ปรุงเครื่องเสวยโดยดูจากฝีมือปรุง ความตั้งใจ และความสะอาด โดยมิได้สนใจแม้แต่น้อยว่า เป็นผู้ใด มาจากไหนและจบจากสำนักใด
                                                                     By Manatsada  Jan 7 ,2012

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"เหมือนเดิม" กับ "ไม่เหมือนเดิม"

ทุกปี  เวลาใกล้วันสิ้นปี ฉันมักจะถามตัวเองบ่อย ๆ ว่ามันพิเศษตรงไหน  ตรงที่มีการอวยพร การส่งการ์ดอวยพร การมอบกระเช้าให้แก่กัน หรือว่าการเตรียมเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ หรือแม้แต่การเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ของใครหลาย ๆ คน เพื่อเฝ้าคอยการนับถอยหลังของเหล่าศิลปิน ดารา นักร้องที่แต่ละช่องล้วนนำเสนอกันอย่างสนุกสนาน
และปีนี้ก็เช่นเดียวกัน ฉันถามตัวเองด้วยคำถามเดิม แต่คำตอบมันไม่ค่อยจะเหมือนเดิมสักเท่าไหร่ ไม่รู้สิ !  ฉันเชื่อว่าเวลาและประสบการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของคนเราที่ผ่านไป มีผลทำให้คำตอบสำหรับบางเรื่อง ...ไม่เหมือนเดิม
                 เมื่อได้มีเวลาอยู่กับตัวเองสักพัก ในช่วงวันใกล้วันขึ้นปีใหม่ ฉันได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา  และได้ข้อสรุปให้กับตัวเองว่า...เรื่องบางเรื่อง อาจต้องทำให้ มันเหมือนเดิม แต่กับเรื่องบางเรื่อง ฉันอาจจะต้องทำให้มัน ไม่เหมือนเดิม 
                1 มกราคม 2555 วันขึ้นปีใหม่ปีนี้ สำหรับฉัน มันพิเศษมากกว่าปีไหน ๆ ที่ผ่านมา  ตรงที่ฉันได้มีเวลาและโอกาสที่ได้อยู่กับตัวเอง ฉันจึงใช้เวลาดังกล่าว ทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้ปฏิบัติกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองนั้นได้ปฏิบัติต่อผู้อื่น 
                ฉันเชื่อพลังแห่งการทบทวนและการเริ่มต้นใหม่ ด้วยเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมาไม่ได้ โดยเฉพาะหากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 
                แล้วคุณละ ได้ทบทวนและจะเริ่มใหม่....บ้างหรือยัง ?   By MSD /31 ธ.ค.2555