วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ไร้ชื่อ...ไร้สำนัก....

                    กาลครั้งหนึ่ง(ซึ่งไม่รู้ว่ากาลครั้งไหนและนานแค่ไหนมาแล้ว) ณ เมืองอันไกลโพ้นมีพระราชาและพระราชินีปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุข(บางทีก็มีบ้างที่ไม่สุข)  ที่วังของพระราชาและพระราชินีมีข้าทาสบริวารคอยรับใช้มากมาย แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะได้ต้องพิถีพิถันมากกว่าส่วนงานไหน ๆ นั่นคือ ส่วนงานการปรุงเครื่องเสวย โดยผู้ที่จะผ่านเข้ามาทำงานในส่วนงานนี้ได้ต้องผ่านกระบวนการคัดตัวอย่างเข้มงวด ทุกคนที่เข้ามาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยล้วนแต่เป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยมยอดด้านการทำเครื่องเสวยทั้งสิ้น
                กระทั่งในมื้อค่ำมือหนึ่ง  พระราชินีทรงโปรดเครื่องเสวยในมื้อนั้นมาก จึงทรงตรัสถามถึงผู้ที่เป็นคนปรุงเครื่องเสวยและทรงโปรดประทานรางวัลให้เป็นการตอบแทน  โดยผ่านหัวหน้านางกำนัลนำรางวัลประทานไปให้แก่ผู้ปรุงเครื่องเสวยในมื้อนั้น
                เหตการณ์ผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่ง มีพระราชสาส์นจากเมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองหนึ่ง ด้วยพระราชินีจากเมืองดังกล่าวจะทรงเสด็จมาที่เมืองแห่งนี้ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี
                ด้วยพระราชินีมีความตั้งพระทัยเป็นอย่างมากในการต้อนรับแขกที่จะมาเยือนในครั้งนี้ จึงได้ตรัสให้หัวหน้านางกำนัลไปเรียกผู้ปรุงเครื่องเสวยที่พระองค์ทรงโปรดในครั้งก่อนมาเข้าเฝ้า เพื่อให้เตรียมปรุงเครื่องเสวยพระอาคันตุกะที่จะมาเยือนในครั้งนี้
                เมื่อนางกำนัลที่เป็นผู้ปรุงเครื่องเสวยถวายเมื่อครั้งก่อน ได้เข้าเฝ้าพระราชินี พระราชินีจึงได้ตรัสถามนางกำนัลว่า
เจ้าปรุงเครื่องเสวยได้ถูกใจข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้
นางกำนัลจึงตอบว่า หม่อมฉัน ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักใดในเขตเมืองหลวงแห่งนี้ เพคะ ”  พระราชินีได้ฟังดังนั้น ก็ตรัสถามต่อว่า ถ้างั้นเจ้าก็คงเป็นศิษย์ใครสักคนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงแห่งนี้ เป็นแน่แท้
นางกำนัลรีบทูลตอบว่า ปล่าวเพคะ ! หม่อมฉัน หาได้เป็นศิษย์ใครที่มีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ไม่ เพคะ
พระราชินีจึงตรัสถามต่อว่า งั้นเจ้าจงอธิบายมา เจ้าเข้ามาทำงานในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยของข้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าได้กำชับหนักหนาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวยของพระราชาและพระราชินี โดยจะต้องเป็นผู้ที่จบจากสำนักปรุงเครื่องเสวยอันโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไม่ก็ต้องเป็นศิษย์ที่มีครูที่มีชื่อเสียงด้านการปรุงเครื่องเสวยเท่านั้น หาไม่แล้วก็มิอาจปรุงเครื่องเสวยให้พระราชาและพระราชินีเสวยได้
นางกำนัลเกรงพระอาญา จึงรีบทูลว่า ทรงโปรดด้วยเพคะ หม่อมฉันเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ตั้งแต่เล็ก หม่อมฉันได้หัดปรุงอาหารกับมารดาของหม่อมฉันและด้วยหม่อมฉันรักการทำอาหาร จึงได้เรียนรู้ด้วยตนเองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หาใช่ได้ศึกษาเล่าเรียนกับผู้ใดหรือสำนักปรุงอาหารใดมา เพคะ เพราะเหตด้วยหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนที่ยากจนคนหนึ่ง แต่หม่อมฉันมีใจรักในการปรุงอาหารและสำคัญที่สุดด้วยหม่อมฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระราชาและพระราชินี หม่อมฉันอยากจะรับใช้พระองค์จนชีวิตหาไม่  จึงได้เข้าไปคัดเลือกตัวเพื่อขอรับใช้พระองค์ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยในวัง เพคะ
พระราชินีได้ฟังเช่นนั้นก็ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งว่า บังอาจมาก พิธีการคัดตัวมาทำงานในส่วนปรุงเครื่องเสวย ไม่ถูกต้องตามที่เราเคยสั่งการไป  บังอาจนัก บังอาจให้สามัญชนชั้นต่ำและไม่ได้เล่าเรียนในสำนักที่มีชื่อเสียงอันเลื่องลือมาปรุงเครื่องเสวยให้ข้า
หลังจากนั้น พระนางจึงรับสั่งให้ขับไล่สามัญผู้ต่ำต้อยและไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ออกจากพระราชวัง นับจากวันนั้นเป็นต้นไป……และนับจากนั้นพระนางก็ทรงเสวยกระยาหาร ด้วยฝีมือของศิษย์มีสำนักอันเลื่องชื่อลือนาม แต่พระนางทรงผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีความอร่อยเลยแม้แต่นิดเดียว
           ส่วนนางกำนัลสามัญชนต่ำต้อย เมื่อถูกขับไล่ออกไปจากวัง นางผู้นั้นได้ไปอยู่เมืองอันไกลโพ้นอีกเมืองและได้ถวายตัวรับใช้ในส่วนงานปรุงเครื่องเสวยอีกครั้ง โดยที่เมืองแห่งนี้คัดเลือกตัวผู้ปรุงเครื่องเสวยโดยดูจากฝีมือปรุง ความตั้งใจ และความสะอาด โดยมิได้สนใจแม้แต่น้อยว่า เป็นผู้ใด มาจากไหนและจบจากสำนักใด
                                                                     By Manatsada  Jan 7 ,2012

1 ความคิดเห็น:

  1. ชอบจ้า ว่าแต่ว่าตัวหนังสือเล็กไปหน่อย สีน้ำเงินมองไม่ชัดนะ(สงสัยอายุมากแล้ว) สรุป ชอบมากมายอ่านแล้วขำๆดี ได้ใจ

    ตอบลบ